4 KPI ใหม่ ที่ผู้ประกอบการควรรู้สำหรับการทำ SEO ยุค AI 2025

ในปี 2025 การทำ SEO ไม่ได้มีเป้าหมายแค่การขึ้นหน้าแรกของ Google หรือเพิ่มยอดคลิกเท่านั้นอีกต่อไป เมื่อพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป และ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ธุรกิจที่ต้องการเติบโต จึงต้องปรับวิธีคิดใหม่ และให้ความสำคัญกับ KPI ที่เชื่อมโยงกับแบรนด์ ประสบการณ์ผู้ใช้ และผลตอบแทนทางธุรกิจ

บทความนี้จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าใจว่า SEO ยุคใหม่ควรวัดผลอย่างไร พร้อมแนวทางและเครื่องมือที่นำไปใช้ได้จริง

ทำไมการวัดผล SEO แบบเดิมอาจไม่พออีกต่อไป?

ในอดีต หลายธุรกิจมักจะวัดผล SEO แค่ 2 เรื่อง:

  1. อันดับเว็บไซต์บน Google
  2. จำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ (Traffic)

แต่ในโลกที่ผู้คนใช้ AI ค้นหาคำตอบผ่าน ChatGPT หรือ Google SGE มากขึ้น การตัดสินใจซื้อไม่ได้เกิดแค่จาก “การคลิก” บนหน้าเว็บไซต์อีกแล้ว แต่เกิดจากการที่ลูกค้า “รับรู้แบรนด์” ผ่านหลายช่องทาง และมั่นใจว่าธุรกิจนั้นน่าเชื่อถือพอ

ดังนั้น ถ้าคุณยังวัดแค่ Traffic โดยไม่ดูว่าคนที่เข้ามามีคุณภาพหรือเปล่า หรือไม่ได้สนใจว่าคนจดจำแบรนด์ของคุณจากไหนบ้าง คุณอาจพลาดโอกาสทางธุรกิจมหาศาล

4 KPI ใหม่ ที่ช่วยให้ SEO สร้างผลลัพธ์จริงในยุค AI

1. Brand Mention on AI

วัดว่าแบรนด์ของคุณถูกพูดถึงในคำตอบของ AI บ่อยแค่ไหน

ในปี 2025 ลูกค้าหลายคนใช้ AI ในการค้นหาสินค้า เช่น

“แนะนำรองเท้าวิ่งไม่เกิน 3,000 บาท”
“ครีมกันแดดยี่ห้อไหนดีสำหรับผิวแพ้ง่าย”

คำตอบเหล่านี้ AI ไม่ได้ดึงข้อมูลสุ่ม ๆ แต่มักเลือกจากแหล่งที่มีความน่าเชื่อถือ เช่น เว็บไซต์ที่ทำ SEO ได้ดี

ถ้าแบรนด์ของคุณติดอยู่ในคำตอบของ AI ก่อนคู่แข่ง นั่นคือโอกาสที่ลูกค้าจะจดจำและเลือกคุณ

วิธีวัดผล:

  • สุ่มพิมพ์คำถามใน AI Chatbot ที่ลูกค้าของคุณน่าจะใช้ เช่น ChatGPT, Gemini หรือ Bing AI

  • ดูว่าแบรนด์ของคุณถูกพูดถึงบ่อยแค่ไหน

  • เปรียบเทียบกับคู่แข่ง

  • ใช้ Google Search Console เพื่อตรวจสอบว่าเว็บไซต์คุณมีการติดอันดับตามคีย์เวิร์ดใดบ้างที่สัมพันธ์กับสิ่งที่ AI น่าจะนำไปอ้างอิง

เครื่องมือแนะนำ:

  • Google Search Console (ฟรี)

  • AlsoAsked / AnswerThePublic สำหรับดูคำถามยอดนิยมที่คนมักพิมพ์

  • Brand24 หรือ Mention สำหรับติดตามการพูดถึงแบรนด์แบบ real-time

2. Engagement Metrics

วัด “คุณภาพ” ของคอนเทนต์ จากพฤติกรรมผู้ใช้งาน

ยุคนี้ไม่ใช่แค่ดึงคนเข้ามาเว็บไซต์ให้ได้เยอะที่สุด แต่ต้องวัดว่า คนที่เข้ามา “สนใจจริงไหม?” เช่น

  • อ่านคอนเทนต์นานแค่ไหน (Time on Page)

  • เลื่อนลงไปอ่านลึกแค่ไหน (Scroll Depth)

  • คลิกดูข้อมูลหรือทำอะไรในหน้านั้นบ้าง (Interaction)

Google ให้ความสำคัญกับ “Helpful Content” มากขึ้น หากเว็บไซต์ของคุณมีเนื้อหาที่มีคุณค่า ผู้อ่านมี Engagement สูง ย่อมช่วยให้ได้อันดับดีขึ้น และเมื่อติดอันดับ AI ก็ยิ่งมีแนวโน้มดึงคุณไปอ้างอิงในคำตอบมากขึ้น

วิธีวัดผล:

  • ตรวจสอบหน้าเพจหลัก ๆ ของเว็บไซต์ เช่น บทความ รีวิวสินค้า หรือหน้าโปรโมชัน

  • วิเคราะห์ว่าแต่ละหน้ามีค่า Bounce Rate เท่าไร และคนใช้เวลากับเนื้อหานานไหม

เครื่องมือแนะนำ:

  • Google Analytics 4 (GA4)

  • Hotjar หรือ Microsoft Clarity สำหรับดู Heatmap และ Scroll Depth

  • Matomo Analytics (สำหรับใครที่ต้องการโซลูชันแบบเก็บข้อมูลเอง)

3. SERP Feature Visibility

ยึดพื้นที่พิเศษบนหน้าผลการค้นหา

ไม่ใช่แค่ขึ้นอันดับ 1 บน Google แต่ต้องได้พื้นที่พิเศษที่สะดุดตา เช่น:

  • AI Overview (สรุปคำตอบโดย AI)

  • Featured Snippets (กล่องคำตอบแบบย่อ)

  • People Also Ask

  • Knowledge Panel (ด้านขวาแสดงข้อมูลแบรนด์)

การได้พื้นที่ตรงนี้ช่วยให้ลูกค้าจดจำแบรนด์ได้ทันที แม้จะยังไม่คลิก

วิธีวัดผล:

  • ใช้เครื่องมือ SEO เช็กว่าเว็บไซต์คุณแสดงอยู่ใน SERP Feature ใดบ้าง

  • ปรับโครงสร้างบทความให้ Google และ AI เข้าใจง่าย เช่น การเขียนในรูปแบบ Q&A หรือ Bullet List

เครื่องมือแนะนำ:

  • Ahrefs, SEMrush, หรือ Serpstat สำหรับดู SERP Feature

  • Schema Markup Generator (จาก Google หรือ Merkle) เพื่อเพิ่มโค้ด Schema ให้เว็บไซต์

4. Revenue Alignment

SEO ต้องสร้าง “รายได้” ไม่ใช่แค่ยอดคลิก

สุดท้าย SEO จะมีค่าก็ต่อเมื่อมันสร้างผลลัพธ์เชิงธุรกิจได้ เช่น

  • เพิ่มยอดขาย

  • ได้ลูกค้าใหม่ (Leads)

  • สร้างโอกาสทางธุรกิจ

คุณควรวัดว่า “เงินที่ลงทุนไปกับ SEO ได้ผลตอบแทนกลับมาเท่าไร?” ผ่านแนวคิด ROSS (Return on Organic Search Spend)

สูตรคำนวณ ROSS:

ROSS = (รายได้จาก SEO ÷ ค่าใช้จ่าย SEO) x 100

ยิ่งค่าที่ได้สูง แปลว่า SEO ของคุณคุ้มค่ายิ่งขึ้น

วิธีวัดผล:

  • ใช้ระบบ Conversion Tracking บนเว็บไซต์ เพื่อรู้ว่าลูกค้ามาจาก SEO จริงหรือไม่

  • ประเมิน Lead Quality และ Revenue per Lead

  • ติดตามค่าใช้จ่ายในส่วนของทีม SEO, คอนเทนต์, Link Building ฯลฯ

เครื่องมือแนะนำ:

  • Google Tag Manager + Google Analytics สำหรับ Conversion Tracking

  • CRM Tools เช่น Zoho, HubSpot สำหรับเก็บข้อมูล Lead

  • Google Data Studio รวมข้อมูลและแสดงผล KPI ชัดเจน

สรุปสำหรับผู้ประกอบการ:

SEO ในปี 2025 ไม่ใช่แค่เรื่องของอันดับและจำนวนคลิกอีกต่อไป
แต่เป็นเรื่องของ การทำให้แบรนด์ของคุณอยู่ในใจผู้บริโภค ผ่านช่องทางที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น AI, Google, หรือคอนเทนต์ของคุณเอง

โดยการวัดผลผ่าน 4 KPI ใหม่ จะช่วยให้คุณมั่นใจว่า

  • กลยุทธ์ที่ทำอยู่สร้าง “ผลลัพธ์จริง”

  • ลูกค้าใหม่รู้จักแบรนด์คุณก่อนใคร

  • ลูกค้าเก่ายังมี Engagement และกลับมาซื้อซ้ำ

  • และที่สำคัญที่สุด…คุณได้ “ผลตอบแทน” จากการลงทุนทำ SEO

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการติดตามทางการตลาด

    ประเภทของคุกกี้ที่มีความจำเป็นในการใช้งานเพื่อการวิเคราะห์ และ นำเสนอโปรโมชัน สินค้า รวมถึงหลักสูตรฟรี และ สิทธิพิเศษต่าง ๆ คุณสามารถเลือกปิดคุกกี้ประเภทนี้ได้โดยไม่ส่งผลต่อการทำงานหลัก เว้นแต่การนำเสนอโปรโมชันที่อาจไม่ตรงกับความต้องการ

บันทึก