ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่เคยประสบปัญหาเว็บช้า บทความนี้ผมจะมาแนะนำจากประสบการณ์ที่ผมเคยทำเว็บไซต์มาว่ามีทางไหนบ้างที่สามารถเพิ่มความเร็วของเว็บไซต์ของเรา (Pagespeed) ให้ได้บ้าง
Table of Contents
Toggleทำไมต้องปรับ Pagespeed
หนึ่งในตัวชี้วัดของ Google ในมาตรฐานการจัดอันดับ (Page Ranking) ก็คือ ความเร็วของเว็บไซต์ (Pagespeed) นั่นเอง ซึ่งถ้าเว็บคุณช้า Google ก็จะมองว่าเว็บคุณให้ประสบการณืผู้ใช้งานหรือ UX ไม่ได้ อันดับเว็บไซต์ของคุณก็จะตกลงมาครับ เพราะแบบนี้เองถ้าคุณอยากติดอันดับดีๆบน Google ก็ควรจะทำให้เว็บไซต์ของคุณโหลดไวเข้าไว แต่นี่ก็เป็นเพียงหรึ่งองค์ประกอบของการจัดอันดับเท่านั้นนะครับ จริงๆยังมีอีกหลายปัจจัยที่มีผลต่อการจัดอันดับบน Google ครับ
วิธีวัดความเร็วเว็บไซต์ (Pagespeed Insight)
ทุกคนสามารถคลิกที่ปุ่มด้านล่าง แล้วใส่ลิงค์เว็บไซต์ของทุกคนไปก็จะได้ผลลัพธ์ Pagespeed ของทุกคนมาได้เลยง่ายๆครับ
เทคนิคในการปรับ Pagespeed
เทคนิคในการปรับ Pagespeed ที่ผมจะเอามาบอกทุกคนนะครับ มี 8 ข้อ ที่ทุกคนสามารถทำได้ง่ายๆด้วยตัวเอง ไม่ต้องเขียบนโค้ดให้ยุ่งยากเลยนะครับ
1. ใช้ธีมเบา ไม่กินทรัพยากร (Theme)
ถ้าคุณพัฒนาเว็บไซต์โดยใช้ WordPress คุณควรเลือก Theme ที่เบา ไม่กินทรัพยากรมาก ไม่โหลดหนัก ตัวนี้สามารถลองดูรีวิวของ Theme นั้นๆก่อนซื้อได้ครับ
2. 🚀 ติดตั้งปลั๊กอิน Cache
ปลั๊กอิน Cache จะช่วยเก็บหน้าเว็บไว้ล่วงหน้า ทำให้โหลดเร็วขึ้นทันที กล่าวคือ เว็บไซต์ของเราจะไม่โหลดหน้าที่เคยเปิดมาแล้วซ้ำ จะเก็บหน้านั้นไว้ที่ Cache ทำให้เวลาเรากลับมาเปิดหน้าเว็บนั้นใหม่ เว็บจะส่งข้อมูลหน้านั้นให้ทันที ไม่ต้องโหลดใหม่ ความเร็วเว็บถึงเพิ่มขึ้นแน่นอน
3. Plugin Cache ที่แนะนำ
3.1 LiteSpeed Cache (เหมาะกับโฮสต์ที่ใช้ Litespeed)
3.2 WP Rocket (เสียเงิน แต่ประสิทธิภาพสูง)
3.3 W3 Total Cache (ฟรีและครบเครื่อง)
4. บีบอัดรูปภาพให้เหมาะสม
รูปภาพขนาดใหญ่ทำให้เว็บโหลดช้า โดยรูปภาพที่นำไปใส่ในเว็บควรมีนามสกุลเป็น jpg หรือ ถ้าให้ดีที่สุดควรใช้ webp เว็บจะโหลดไว แต่ทั้งนี้ถ้าคุณใช้เว็บ wordpress คุณสามารถโหลด Plugin จัดการบีบอัดรูปภาพได้
Imagify คือ Plugin ที่ผมแนะนำให้ใช้ในการบีบอัดรูปภาพของ WordPress
5. ลบ Plugin ที่ไม่ใช้ (WordPress Only)
ถ้าคุณใช้เว็บ WordPress คุณควรเลือกใช้เฉพาะ Plugin ที่จำเป็น Plugin ตัวไหนไม่ใช้ หรือ ไม่จำเป็น ก็ลบออก พยายามอย่าให้ Plugin ในเว็บมีมากเกินไป จะทำให้เว็บช้า เพราะเกิดปัญหาคอขวด ซึ่งเกิดจากการที่ Plugin โหลด Database เยอะเกินไป
6. เปิดใช้ Lazy Load รูปภาพ / วิดีโอ
เปิดใช้ Lazyload กับรูปภาพและ วิดีโอ ทั้งนี้หากใช้ Lazyload แล้ว ควรเช็คการแสดงผลวิดีโอ กับ รูปภาพด้วยในหน้าเว็บ ว่ายังปกติอยู่ไหม
7. ใช้บริการ CDN (Content Delivery Network)
นำเว็บไซต์ขึ้น Cloudflare จะเป็นการเพิ่มตัวกระจายสัญญาณของเว็บไซต์ ทำให้เว็บโหลดเร็วขึ้น และยังป้องกันการจู่โจมแบบ DDOS ได้อีกด้วย
8. เลือกโฮสที่ดี (Hosting)
วิธีนี้นะครับ เป็นวิธีสุดท้ายที่ผมจะแนะนำถ้าทำ 7 ข้อที่ผ่านมาแล้ว ความเร็วเว็บไซต์ยังเพิ่มขึ้นไม่มาก ผมแนะนำให้อัพเกรดโฮส (Upgrade Hosting) นะครับ โดยหลักการอัพเกรดทั่วไป ก็ให้ดู CPU , Ram , Disk Space (พื้นที่จัดเก็บไฟล์เว็บไซต์) หรือ สามารถทำความเข้าใจแบบละเอียดได้ในวิดีโอนี้สามารถไปดูได้ที่ Youtube ช่องผมได้เลยครับ หรือ คลิกด้านล่างได้เลย
วิธีเลือกโฮส (Hosting Selection)
วิธีเปรียบเทียบสเปคโฮส (Hosting Spec Comparison)
💡 โปรโมชั่นพิเศษ (จำกัดจำนวน)
📦 เว็บไซต์ WordPress พร้อมใช้งาน เริ่มต้น 12,000 บาท
✅ เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก / ฟรีแลนซ์ / ร้านค้าออนไลน์
✅ รับจำนวนจำกัดต่อเดือนเพื่อคงคุณภาพ
📞 ติดต่อเรา
💬 “เว็บไซต์ที่ดี คือเครื่องมือสร้างยอดขายที่ทำงาน 24 ชั่วโมง”
เริ่มต้นวันนี้ เพื่อไม่ให้ธุรกิจคุณเสียโอกาสอีกต่อไป
Fullstack Developer ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ และ ได้รับรางวัล 1 Million Milestone จากการปิดการขายการทำเว็บไซต์ใน Fastwork ได้ยอดทะลุ 1 ล้านบาท และเป็นอดีต Backend Developer ธนาคารกรุงเทพ

